หน้าหลัก | ติดต่อกองกิจการองค์การมหาชนฯ | เชื่อมโยงเว็บไซต์ | แผนผังเว็บไซต์  

FAQ


กรณีที่ถือว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เช่น

 

  1. กรรมการได้อนุมัติให้องค์การมหาชนทำการซื้อขายสินค้าหรือเป็นคู่สัญญากับบริษัทที่กรรมการแม้เพียงท่านใดท่านหนึ่งมีส่วนได้เสีย
  2.  นำความรู้ ข้อมูล หรือโอกาสที่ได้จากการเป็นกรรมการขององค์การมหาชนไปใช้ประกอบธุรกิจส่วนตัวเพื่อแข่งขันกับองค์การ หรือไปทำธุรกิจที่ควรจะเป็นโอกาสขององค์การ ฯลฯ

 


หากองค์การมหาชนที่ท่านดำรงตำแหน่งกรรมการอยู่นั้นมีเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินที่เหลือจากการดำเนินงานประจำปีขององค์การมหาชนซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณองค์การมหาชนจะนำเงินเหลือจ่ายจากการดำเนินงานตามเป้าหมายแล้วไปจ่ายเป็นเงินรางวัลประจำปีให้แก่เจ้าหน้าที่ได้หรือไม่

 ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจาก การใช้จ่ายเงินขององค์การมหาชน จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำในกิจการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนนั้น และมีระเบียบข้อบังคับกำหนดให้มีการจ่ายเงินนั้น ซึ่งการจ่ายเงินรางวัลถือเป็นการจ่ายเงินเพื่อเป็นสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การมหาชน ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดตามบทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนนั้น ๆ และต้องกำหนดอยู่ในกรอบวงเงินการใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรรายปีด้วย


ผู้อำนวยการองค์การมหาชน สามารถไปรับตำแหน่งประธานกรรมการหรือกรรมการในองค์การมหาชนอื่นหรือในมูลนิธิหรือองค์กรอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจ ได้หรือไม่

 สามารถกระทำได้เนื่องจากในพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อห้ามผู้อำนวยการองค์การมหาชนไปรับตำแหน่งประธานกรรมการ
หรือกรรมการในองค์กรประเภทดังกล่าวไว้ อย่างไรก็ตามนั้นให้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการองค์การมหาชน โดยจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่
ในฐานะผู้อำนวยการองค์การมหาชน และกรณีการขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ด้วย


ในกรณีที่ผู้อำนวยการองค์การมหาชนปฏิบัติงานครบสัญญาจ้าง และองค์การมหาชนไม่ได้กำหนดระเบียบข้อบังคับในเรื่องการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการองค์การมหาชนที่ปฏิบัติงานครบสัญญาจ้างไว้ชัดเจน กรณีนี้องค์การมหาชนจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการองค์การมหาชนหรือไม่ 

 

  • องค์การมหาชนจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการองค์การมหาชน หากองค์การมหาชนไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ชัดเจน จะต้องเทียบเคียงใช้มาตรา 118 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยถือเสมือนเป็นข้อบังคับขององค์การมหาชน
  • หากองค์การมหาชนมีกำหนดระยะเวลาในการจัดตั้งและยุบเลิกไว้ชัดเจน ในกรณีนี้ จะถือว่าเป็นการจ้างตามมาตรา 118 วรรค 3 ประกอบวรรค 4 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งองค์การมหาชนไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (อ.ก.พ.ร.เกี่ยวกับการตีความและวินิจฉัยปัญหากฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน)
  • ในกรณีที่ผู้อำนวยการองค์การมหาชน ไม่ผ่านการประเมินทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง กรณีนี้ ไม่ต้องเทียบเคียงใช้มาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในการจ่ายค่าชดเชย

 


หากองค์การมหาชนใดได้รับเงินงบประมาณดำเนินกิจกรรมจากแหล่งเงินทุนภายนอก ทำให้องค์การมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติมากกว่าตามแผนงานภายใต้งบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นหากองค์การมหาชนจะนำเงินส่วนนี้มาจ้างเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานเพิ่มเติม โดยแยกบัญชีเงินเดือนออกจากเจ้าหน้าที่ที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนของรัฐบาล โดยได้รับสิทธิประโยชน์และมีสภาพการจ้างงานเหมือนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินเดือนจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล ในกรณีเช่นนี้ องค์การมหาชนสามารถกระทำได้หรือไม่ และรายจ่ายที่เบิกจ่ายจากแหล่งเงินทุนภายนอกยังต้องนับรวมเป็นรายจ่ายบุคลากรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 หรือไม่ 

 ได้ ในกรณีที่องค์การมหาชนมีแหล่งเงินทุนภายนอก องค์การมหาชนสามารถนำรายได้จากแหล่งเงินภายนอกดังกล่าวมาจ้างเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ควรมีการแยกบัญชีเงินเดือนให้ชัดเจน และรายจ่ายที่เบิกจ่ายจากแหล่งเงินทุนภายนอกนี้ไม่นับเป็นรายจ่ายบุคลากร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547

 


ผู้ปฏิบัติงานขององค์การมหาชน สามารถแบ่งได้เป็นกี่ประเภท

 แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือ  ค่าจ้างจากงบประมาณขององค์การมหาชน
  2. ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ที่องค์การมหาชนจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยมีสัญญาจ้าง
  3. เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาปฏิบัติงานขององค์การมหาชนเป็นการชั่วคราว


ใครบ้างที่นับว่าเป็นตำแหน่งบริหาร

ตำแหน่งบริหาร หมายถึง ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผู้จัดการสำนัก / สาขา หรือเทียบเท่าที่ต่ำกว่าตำแหน่งผู้อำนวยการ  องค์การมหาชน 2 ระดับ บุคคลที่อยู่นอกเหนือจากตำแหน่งบริหาร จะถือว่าเป็นตำแหน่งผู้ปฏิบัติทั้งหมด และการจ้างงานในทุกตำแหน่งในองค์การมหาชน ควรเป็นการจ้างด้วยระบบสัญญาจ้าง และจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของทุกตำแหน่งเพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาต่อสัญญาจ้างเมื่อครบอายุสัญญา 


การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาทำงานแทนคณะกรรมการในบางเรื่องนั้น หมายความว่า หน้าที่ความรับผิดชอบต่องานดังกล่าว รวมถึงความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานดังกล่าวเป็นของคณะอนุกรรมการชุดนั้นใช่หรือไม่

ไม่ใช่  คณะกรรมการฯ ยังคงมีหน้าที่ติดตามดูแลให้อนุกรรมการดังกล่าว ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ และหากมีข้อผิดพลาดที่เกิดจากการบริหารงานเกิดขึ้น
คณะกรรมการฯ ยังคงต้องมีส่วนรับผิดชอบในความผิดพลาดดังกล่าว


คณะกรรมการองค์การมหาชน สามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการได้มากกว่า 2 ชุดหรือไม่

ได้ หรืออาจเป็นการแต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อรับผิดชอบดูแลเรื่องอื่นๆ ที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นขององค์การ ซึ่งพิจารณาจากขนาด
ความซับซ้อน หรือความต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการปฏิบัติภารกิจขององค์การมหาชนนั้น 


กรณีที่ปลัดกระทรวงเป็นกรรมการโดยตำแหน่งขององค์การมหาชน A หากผู้นั้นไม่ประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่กรรมการขององค์การมหาชน A จะสามารถลาออกได้หรือไม่

ไม่ได้ เนื่องจาก เมื่อกฎหมายได้ระบุตำแหน่งใดให้เป็นกรรมการโดยตำแหน่งแล้ว บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนั้นย่อมต้องเป็นกรรมการจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง เพราะตำแหน่ง
ที่กำหนดไว้ย่อมมีโดยถาวร อย่างไรก็ตาม หากผู้นั้นมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมาก หรือเป็นกรรมการองค์การมหาชน เกินกว่า 3 แห่งแล้ว  ผู้นั้นสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์การมหาชน A แทน


ในกรณีที่มีผู้เคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แล้ว และได้ลาออกไปในขณะที่กรรมการทั้งชุดนั้นยังไม่หมดวาระ ต่อมาผู้นั้นได้รับการแต่งตั้งให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการชุดเดิมอีก และได้ดำรงตำแหน่งจนกระทั่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวหมดวาระลง และเมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้น ผู้นั้นได้รับการสรรหาให้กลับมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้งหนึ่งในกรณีเช่นนี้ จะถือว่าเป็นดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระหรือไม่

 ในกรณีนี้ ไม่ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระเนื่องจากการได้รับการแต่งตั้งให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่อีกครั้งในคณะกรรมการชุดแรกนั้น เป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาที่วาระเดิมยังไม่สิ้นสุดลง ดังนั้น ในการกลับมาดำรงตำแหน่งครั้งที่สองของผู้นั้น จึงถือได้ว่าเป็นการดำรงตำแหน่งในวาระแรกเพียงวาระเดียว ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการทั้งชุดหมดวาระและผู้นั้นได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้งหนึ่ง จึงสามารถกระทำได้ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 387/2552)

ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม และ/หรือ มีการแต่งตั้งแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลง กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่นั้น จะมีวาระการดำรงตำแหน่งอย่างไร

กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติม และ/หรือ ได้รับการแต่งตั้งแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลง จะอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งไว้แล้ว (มาตรา 22
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542


หากผู้อำนวยการองค์การมหาชน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการ ได้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันครบ 2 วาระแล้ว และหากผู้อำนวยการท่านนั้น มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 ผู้อำนวยการท่านนั้นจะสามารถได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการได้หรือไม่

 ได้ เพราะการดำรงตำแหน่งกรรมการของผู้อำนวยการองค์การมหาชน จัดเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นคนละประเภทกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเมื่อกฎหมายระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการโดยตำแหน่งแล้ว บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนั้นย่อมต้องเป็นกรรมการจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี องค์การมหาชนไม่ควรกระทำเช่นนั้น เพราะการที่กฎหมายกำหนดไม่ให้กรรมการดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ ก็เพื่อมิให้ผู้ใดอยู่ในตำแหน่งนานเกินไปจนทำให้องค์การมหาชนขาดโอกาสที่จะได้ผู้มีความรู้ ความสามารถมาบริหารงานขององค์การมหาชน


ในกรณีที่มีผู้เคยดำรงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาหนึ่งวาระแล้ว และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการในวาระติดกันอีกวาระหนึ่ง ต่อมาคณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งให้ผู้นั้นเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกวาระหนึ่ง กรณีนี้สามารถกระทำได้หรือไม่

ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากตำแหน่งประธานกรรมการนั้นจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 150/2551)

 


ในกรณีที่ปลัดกระทรวง เป็นกรรมการโดยตำแหน่งขององค์การมหาชน A หากผู้นั้นได้พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแล้วนั้น คณะรัฐมนตรีจะสามารถแต่งตั้งผู้นั้นเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกได้หรือไม่

เนื่องจากตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งนั้น เป็นการดำรงตำแหน่งโดยผลของกฎหมายจึงไม่นับวาระการดำรงตำแหน่งรวมกับตำแหน่งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และหากผู้นั้นเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาก่อน และได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว สามารถรับเป็นตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่ง หรือ
ผู้อำนวยการองค์การมหาชน ได้เช่นกัน

 


การเป็นกรรมการโดยตำแหน่งนั้น มีวาระการดำรงตำแหน่งเหมือนกรรมการท่านอื่นหรือไม่

กรรมการโดยตำแหน่งนั้นจะไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง แต่จะพ้นจากการเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ก็ต่อเมื่อไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ แล้ว  


ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

 ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง

โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่อำนวยการบริหารประเทศหรือควบคุมกิจการบริหารราชการแผ่นดิน โดยรวมถึงบรรดาผู้ที่รับผิดชอบงานด้านการเมืองทั้งหมด  และอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยรัฐมนตรี ได้แก่ การช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างๆ ของกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย ในการอำนวยการบริหารประเทศหรือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น  ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี จึงถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองด้วย (คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546)


หากกรรมการขององค์การมหาชนมีสัญชาติเดิม คือ สัญชาติไทย ต่อมากรรมการท่านนั้นได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น โดยมิได้สละสัญชาติไทยด้วย กรณีนี้ ถือว่ากรรมการท่านนั้นมีคุณสมบัติขัดต่อมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 หรือไม่

 ไม่ขัดต่อ มาตรา 10 เนื่องจากมาตรา 10 แห่ง พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 กำหนดคุณสมบัติของกรรมการไว้เพียงแต่ว่าต้องมีสัญชาติไทย ประกอบกับ มาตรา 23 กำหนดถึงเหตุที่ต้องพ้นจากการเป็นกรรมการ ก็ไม่ได้กำหนดให้การถือสัญชาติอื่นเป็นสัญชาติที่สอง เป็นเงื่อนไขหรือลักษณะต้องห้ามให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 157/2551) 


ตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ (มาตรา 20(6) บัญญัติว่า ห้ามกรรมการองค์การมหาชน เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)

 ไม่ถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรมมนูญนั้นมีระยะเวลาจำกัดและมีหน้าที่เพียงประการเดียว คือ การจัดทำ
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น เพื่อให้สามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาปฏิบัติหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญได้จนเสร็จสิ้นภารกิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้โดยไม่ถูกจำกัดตามบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ จึงไม่ให้นำบทบัญญัติลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการและกรรมการว่าต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาบังคับใช้
กับการแต่งตั้ง สสร. และ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
(มาตรา 5 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549)ประกอบบันทึกสำนักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 59/2550 )


หากมีผู้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและต่อมาในภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้วย ในกรณีนี้ ผู้นั้นจะสามารถดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการและดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งในขณะเดียวกันได้หรือไม่

  ได้ โดยสามารถดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการได้จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน
พ.ศ.2542 และในขณะเดียวกันสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งได้จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 282/2548) อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดขององค์การ ควรมอบหมายให้บุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งแทน


หากมีผู้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในองค์การมหาชน 5 แห่ง แต่ได้มอบหมายให้ผู้อื่นไปปฏิบัติหน้าที่แทนในองค์การมหาชน 2 แห่ง ในกรณีนี้ถือว่าผู้นั้นดำรงตำแหน่งกรรมการองค์การมหาชนเกินกว่า 3 แห่ง หรือไม่

ในกรณีนี้ถือว่าผู้นั้นดำรงตำแหน่งกรรมการองค์การมหาชนไม่เกิน  3 แห่ง เพราะได้มอบหมายให้ผู้อื่นไปปฏิบัติหน้าที่แทนแล้ว 2 แห่ง